ผู้เขียน หัวข้อ: พระราชกรณียกิจ การจัดการทรัพยากรน้ำ  (อ่าน 969 ครั้ง)

พฤศจิกายน 16, 2011, 01:35:35 pm
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1978
    • MSN Messenger - sawangpattaya@gmail.com
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
การจัดการทรัพยากรน้ำ

                   
               นับแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ จนถึงปัจจุบัน พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ในทุกด้าน จากการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรไปในทุกท้องที่ ทำให้ทรงทราบความเดือดร้อนของราษฎร และได้พระราชทานพระราชดำริแก้ปัญหาเรื่อยมา โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า ๒,๐๐๐ โครงการจึงได้เกิดขึ้น ซึ่งโครงการส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับดิน น้ำ ป่าไม้ และอาชีพของประชาชนในชนบท โดยเฉพาะ "น้ำ" เป็นหัวใจสำคัญและปัจจัยหลักในการเกษตรกรรม ถ้าน้ำน้อยผลผลิตก็น้อยไปด้วย เกษตรกรจะขาดรายได้ แต่ถ้าน้ำมากจนเกิดอุทกภัย ก็จะนำความเสียหายมาสู่เรือกสวนไร่นา ทำอย่างไรจึงจะหาทางควบคุมน้ำให้พอดี เพียงพอในหน้าแล้ง และไม่ท่วมท้นเกินความต้องการ นั่นคือการจัดการทรัพยากรน้ำ โดยการสร้างคลองส่งน้ำ การสร้างเขื่อน สร้างฝายเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยด้านการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างต่อเนื่องมานานแล้ว

               พระราชกรณียกิจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานแก่ประชาชน พระราชกรณียกิจด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ พระองค์ทรงงานด้านนี้มาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชสมบัติใหม่ๆ ก็ทรงสนพระราชหฤทัยในเรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ เพื่อจัดหาน้ำให้กับเกษตรกรที่ไม่มีน้ำจะทำนา จัดหาน้ำให้กับประชาชนทั่วไปในหมู่บ้านแห้งแล้งแร้นแค้นให้ได้มีน้ำอุปโภคบริโภคเป็นลำดับตลอดมา ในทั่วทุกภาคของประเทศ พระราชกรณียกิจด้านการจัดการทรัพยากรน้ำนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ เมื่อมีปัญหาเรื่องน้ำ ไม่ว่าปัญหาน้ำแล้ง น้ำไม่พอใช้ น้ำขาดแคลน ซึ่งพบอยู่เสมอในทุกภาค ในชนบท ในเมืองหลวง บางปีมีน้ำไม่พอใช้ในหน้าแล้งเพื่อทำการเกษตร มีน้ำไม่พอใช้ในหน้าแล้งเพื่ออุปโภคบริโภคของหมู่บ้านทั่วไป แม้กระทั่งกรุงเทพมหานครเราคงได้ยินข่าวคราวเป็นลำดับมา เรามีปัญหาน้ำท่วม ปัญหาน้ำมาก ในบางบริเวณบางพื้นที่ เวลาฝนตกหนัก น้ำไหลหลากลงมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมณฑลกรุงเทพมหานครและกรุงเทพมหานครเอง และในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีฝนตกชุกและมีปัญหาเรื่องน้ำมากน้ำท่วม นอกจากนั้น เรายังมีปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และคุณภาพน้ำที่เกิดจากการกระทำของพวกเราเอง ปัญหาเรื่องน้ำอยู่ ๓ อย่าง ๓ ด้าน

               พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ พระองค์ทรงงานเพื่อ แก้ไขปัญหาเรื่องน้ำขาดแคลน เราจะเห็นเป็นประจำว่าพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่างๆ ไปยังหมู่บ้านต่างๆ ไปยังหมู่บ้านที่แห้งแล้งแร้นแค้น ไปหมู่บ้านที่ขาดแคลนน้ำ พระราชทานพระราชดำริกับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ให้ทำการแก้ไขปัญหาไม่มีน้ำใช้ในหมู่บ้าน เพื่ออุปโภคบริโภค เพื่อการเกษตร ทุกอย่างทุกเรื่อง ในด้านแก้ไขน้ำขาดแคลนเป็นเวลาหลายสิบปี ตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์จนถึงปัจจุบัน แม้จะทรงเจริญพระชนมพรรษาแล้ว ก็ยังทรงห่วงใยและทรงติดตามว่า โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ ได้ดำเนินการไปถึงขั้นไหนแล้ว นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดว่าทรงแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำขาดแคลน

               พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง แก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำมาก เช่นกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อคราวเกิดอุทกภัยกรุงเทพมหานครในปี ๒๕๓๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยกับปัญหาเรื่องน้ำมาก ในปีนั้น ได้พระราชทานพระราชดำริในการรวบรวมผู้คนให้มาช่วยเรื่องปัญหาน้ำมาก แล้วพระราชทานแนวทางแก้ไขร่วมกับเจ้าหน้าที่แก้ปัญหา

              ในด้านน้ำเสียก็เช่นเดียวกัน พระองค์ทรงงานด้านนี้โดยหา วิธีการทางธรรมชาติที่จะแก้ไขปัญหาน้ำเสีย โดยอาจจะใช้ระบบทางชีวภาพ ระบบทางธรรมชาติสายลมแสงแดด ในการที่จะบำบัดน้ำเสียได้หรือไม่ อย่างไร ในรูปแบบของการทดสอบทดลอง ก็มีโครงการอีกมากที่พระราชทานแนวทางพระราชดำริให้เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน สถาบันศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานแก้ไขปัญหาน้ำเสียตามแนวพระราชดำริ ทรงงานแก้ไขปัญหาเรื่องทรัพยากรน้ำใน ๓ ด้านควบคู่กันมาโดยตลอด ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีจนถึงปัจจุบันนี้ครับ

               การแก้ปัญหาน้ำ ๓ อย่าง คือ น้ำน้อย น้ำมาก และน้ำเสีย เป็นแนวทางพระราชดำริหลักในการดำเนินงานโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก และโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

               โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก เป็นพระราชดำริในการแก้ปัญหาน้ำขาดแคลนให้กับชาวลุ่มน้ำป่าสัก รวมถึงชาวลุ่มน้ำอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างซึ่งขาดแคลนน้ำให้มีใช้ในการเกษตร การอุปโภคบริโภค ในแนวพระราชดำริของพระองค์อีกเช่นเดียวกันว่า แม่น้ำป่าสักเป็นแม่น้ำสำคัญที่บังไม่มีการควบคุมปริมาณน้ำในหน้าฝนไว้  ดังนั้น การที่จะมีเขื่อนเก็บกักน้ำขนาดใหญ่สร้างปิดกั้นแม่น้ำป่าสักเก็บน้ำจำนวนมมากที่จะพึงมีในคราวฝนตกหนัก พายุใต้ฝุ่นเข้า พายุโซนร้อนเข้าเก็บกักไว้เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งแต่เดิมในหน้าแล้งก่อนมีเขื่อนเก็บกักน้ำป่าสัก หน้าแล้งไม่มีน้ำ ถ้ามีน้ำเก็บกักไว้ก็จะช่วยในการฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำเสียของบริเวณลุ่มน้ำป่าสักทางตอนล่างเขตจังหวัดสระบุรีและรวมถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างด้วย ตามแนวพระราชดำริที่พระราชทานพระราชกระแสของลุ่มน้ำป่าสักจะมีการพูดกันว่าทรงมุ่งหวังที่จะเอาน้ำจากแม่น้ำป่าสักมาเจือจากน้ำเสียบริเวณกรุงเทพมหานครด้วย ทรงมุ่งหวังที่จะให้เขื่อนนี้โครงการนี้แก้ไขปัญหาเรื่องน้ำในปัญหาเบ็ดเสร็จ ๓ อย่าง ๓ ประการ ในพระราชดำริโครงการพัฒนาสุ่มน้ำป่าสัก ได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักโดยตรงว่าสมควรที่จะมีการพิจารณาศึกษาการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก ซึ่งในหน้าแล้งไม่มีน้ำ ในหน้าน้ำน้ำมากเกิดปัญหาน้ำท่วม จะมีลู่ทางที่จะสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำขนาดใหญ่หาหรือไม่อย่างไร เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำขาดแคลน แก้ไขปัญหาน้ำท่วมส่วนหนึ่งที่จะกักไว้และนำน้ำมาบำบัดน้ำเสียบริเวณจังหวัดสระบุรี แม้กระทั่งบริเวณกรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจุบันมีน้ำเน่าเสียเป็นจำนวนมาก นี้คือพระราชกระแสเมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ เป็นจุดเริ่มต้นที่ให้กรมชลประทานและคณะที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักงาน กปร. ทำการศึกษาเพื่อจัดสร้างโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักในขนาดไหนอย่างไรได้ ต่อมาเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๖ มีพระราชกระแสในที่ประชุมใหญ่ว่า

              “ปัญหาเรื่องภัยแล้งนี้ ดูจะเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้. หมู่นี้ก็พูดกันอย่างขวัญเสียว่าอีกหน่อยจะต้องปันส่วนน้ำ หรือแม้จะต้องตัดน้ำประปา. อันนี้สำหรับกรุงเทพฯ. ฉะนั้น ต้องหาทางแก้ไข. เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ได้วางแผนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว. ถ้าหากว่าได้ปฏิบัติตามแผนนั้นๆ แล้ว วันนี้ก็ไม่ต้องพูดถึงการขาดแคลนน้ำ.” ทรงมุ่งไปถึงโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักทรงหวังว่าภายในเวลา ๕ ปี จากปี ๒๕๓๗ ซึ่งพระราชทานพระราชกระแส ก็คงจะเสร็จในปี ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นปีมหามงคลที่พระองค์จะทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๖ รอบ หรือ ๗๒ พรรษา ทรงมุ่งหวังว่าเขื่อนเก็บกักน้ำป่าสักแห่งนี้จะเสร็จได้

              สำหรับเขื่อนป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งนี้เป็นเขื่อนดินที่ยาวที่สุดถึง ๔,๘๘๐ เมตร สูง ๓๑.๕ เมตร สันเขื่อนกว้าง ๑๐ เมตร เก็บกักน้ำได้ ๙๖๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ตัวเขื่อนเชื่อมต่อจังหวัดลพบุรีกับจังหวัดสระบุรี มีประโยชน์ต่อการเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค ป้องกันอุทกภัยและภัยแล้ง ได้เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๗ ตัวเขื่อนจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๔๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินเปิดเขื่อนป่าสักในวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๒

              สำหรับโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เกิดขึ้นเนื่องมาจากความห่วงใยในความเดือดร้อนของราษฎรในท้องที่หลายอำเภอในจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งพื้นที่ในจังหวัดสตูลและจังหวัดสงขลาบางส่วนด้วย ซึ่งแต่เดิมเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์มากแห่งหนึ่งของภาคใต้ ได้ประสบการขาดแคลนน้ำจืดที่จะใช้ในการอุปโภคบริโภค รวมทั้งการเกษตรในพื้นที่กว่า ๕๐๐,๐๐๐ ไร่ และยังมีปัญหาเรื่องน้ำกร่อยหรือน้ำเค็มที่เกิดขึ้นจากการที่น้ำทะเลรุกล้ำเข้าไปในแม่น้ำปากพนังประมาณเกือบ ๑๐๐ กิโลเมตร จึงทำให้น้ำในแม่น้ำปากพนังซึ่งเป็นเหมือนสายเลือดหลักไม่สามารถที่จะเข้าไปหล่อเลี้ยงหรือนำไปใช้ในการเกษตรกรรมได้ ด้วยความเดือดร้อนดังกล่าวนี้จึงได้เกิดโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น

              โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกิดขึ้นเมื่อคราวเกิดอุทกภัยใหญ่ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๑ เกิดอุทกภัยในพื้นที่หลายจังหวัด คลองกระทูนและคลองดินแดงในจังหวัดนครศรีธรรมราชแผ่นดินถล่มอำเภอหาดใหญ่ก็น้ำท่วมมาก ตลอดจนพื้นที่บริเวณลุ่มน้ำปากพนังในคราวนั้นเกิดน้ำท่วมใหญ่ พื้นที่นามากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ไร่จมน้ำ พื้นที่เพาะปลูกต้องเสียหาย หลังจากเกิดอุทกภัยใหญ่ในคราวนั้นแล้ว ได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการที่จะฟื้นฟูพื้นที่เหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ได้พระราชทานพระราชดำริว่า จะต้องขุดคลองแบ่งน้ำจากแม่น้ำปากพนังซึ่งตัวเขาเองไม่สามารถจะรับน้ำจำนวนมากให้ลงสู่ปากแม่น้ำปากพนังได้ก็เกิดน้ำท่วม หรือพูดง่ายๆ ก็ทำแม่น้ำสายที่ ๒ สายที่๓ แบ่งน้ำออกทะเลนั่นเอง นี่เป็นแนวพระราชดำริในคราวนั้น ขุดคลองใหม่มีช่องลัดช่วยระบายน้ำในแม่น้ำปากพนังออกสู่ทะเลให้เร็วขึ้น

              ส่วนในฤดูแล้งเมื่อน้ำจืดมีน้อย น้ำเค็มจากอ่าวไทยก็จะรุกล้ำไปตามแม่น้ำปากพนังขึ้นไปสู่พื้นที่ที่อยู่ทางต้นน้ำเป็นระยะทางไม่น้อยไปกว่า ๘๐-๑๐๐ กิโลเมตร เป็นเวลาหลายเดือนต่อปีทุกปี แม้กระทั่งบัดนี้ ฉะนั้น ในปัจจุบัน ถ้าจะพูดกันแล้ว พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังที่เมื่อก่อนนี้ตามโบราณที่กล่าวขานกันมา ตัวอำเภอปากพนังเป็นชุมชนท่าเรือสำเภาในการที่จะผลิตข้าวออกจำหน่ายไปยังต่างประเทศคือประเทศจีน ประเทศใกล้เคียงสมัยนั้น ลุ่มน้ำปากพนังในอดีตสมบูรณ์มาก เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภาคใต้ แต่จากร่องรอยที่เหลือให้เห็นอยู่ในขณะนี้คือ มีโรงสีเยอะแยะ แต่เป็นโรงสีร้าง ไม่มีผลผลิตข้าวไปสี เหตุการณ์ธรรมชาติที่สำคัญก็คือ เกิดน้ำท่วมบ่อยมากเกือบแทบทุกปี มากบ้างน้อยบ้างในฤดูฝน และภาคใต้มีฝนตกชุก เมื่อระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไปด้วยหลายสาเหตุมากมายเหลือเกินในพื้นที่นี้ น้ำเค็มที่เมื่อก่อนไม่เคยรุกล้ำเป็นเวลานานเหมือนในปัจจุบัน ห้าเดือนหกเดือนต่อปี เวลานี้น้ำเค็มก็รุกล้ำไปตามแม่น้ำปากพนังไปตามลำน้ำสาขาไปไกลถึงอำเภอชะอวดที่อยู่ขึ้นไปจากปากอ่าวสักประมาณกิโลเมตร น้ำกร่อยน้ำเค็ม เพราะฉะนั้น พื้นที่ปลูกข้าวในอดีต เวลานี้เปลี่ยนไป

              เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๑ เมื่อคราวเกิดอุทกภัยใหญ่ นอกเหนือที่จะขุดคลองระบายน้ำจากแม่น้ำปากพนัง ได้พระราชทานพระราชดำริคล้ายกับพรุควนเคร็ง คนที่นั่นคงทราบว่าที่นั่นมีพรุอยู่พรุหนึ่ง เรียกว่าพรุควนเคร็ง ท้ายจากพรุควนเคร็งมาจะมีทางใดไหมทีจะผันน้ำออกสู่ทะเลออกสู่อ่าวไทยสักตอนหนึ่งไม่ให้ลงมาท่วมพื้นที่ทำการเกษตรจำนวน ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ไร่ เพื่อแบ่งเบาตัวแม่น้ำและการที่ปิดกั้นสกัดกั้นน้ำเค็มไม่ให้รุกล้ำลงไปในแม่น้ำปากพนัง ก็สมควรจะพิจารณาสร้างประดูบังคับน้ำกั้นน้ำเค็มไม่ให้เข้าไป เพื่อให้พื้นที่บริเวณนั้นมีน้ำจืดตลอดปี น้ำจืดไหลลงมาจากภูเขาในเขตแม่น้ำจะได้เก็บกักไว้ใช้ในลุ่มน้ำปากพนัง ที่จะสร้างประตูบังคับน้ำ ปากแม่น้ำปากพนังก็อยู่เหนืออำเภอปากพนังขึ้นไปเล็กน้อย เป็นพระราชดำริที่พระราชทานไว้เมื่อปลาบพุทธศักราช ๒๕๓๑ แนวทางที่จะพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังจะครบถ้วนในการแก้ไขปัญหาน้ำ ๓ อย่าง คือ แก้ไขปัญหาน้ำขาดแคลน ทำให้มีน้ำจืดในฤดูแล้ง แก้ไขปัญหาน้ำท่วม ลดปัญหาน้ำท่วมจากพื้นที่ลงไปได้มาก แก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำไม่ให้น้ำเค็มรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ และนี่เป็นโครงการแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากรน้ำเบ็ดเสร็จตามแนวพระราชดำริของพระองค์ที่ได้ทรงงานด้านการจัดการทรัพยากรน้ำโดยรวม

              สำหรับการดำเนินงาน โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักและโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะมีความสำคัญและให้ประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และอาชีพของคนส่วนใหญ่ในประเทศและทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างพระราชกรณียกิจด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ

ความรู้คือประทีปส่องสว่าง
การให้แสงสว่างแก่ผู้อื่น ไม่มีวันทำให้แสงสว่างของตัวเองอับเฉาได้ มีแต่จักช่วยกันทำให้โลกนี้สว่างไสวมากขึ้น...เท่านั้น
----------------------------------------------------------

 


Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal