ผู้เขียน หัวข้อ: พระราชกรณียกิจ พระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศ  (อ่าน 1032 ครั้ง)

พฤศจิกายน 16, 2011, 01:41:31 pm
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1978
    • MSN Messenger - sawangpattaya@gmail.com
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
พระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศ


         เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี ในพุทธศักราช ๒๔๙๓ นั้น มีพระชนมายุเพียง ๒๓ พรรษา ในสมัยนั้น ประเทศไทยยังไม่เจริญก้าวหน้า และกำลังเผชิญปัญหาภัยคุกคามความมั่นคง ซึ่งเกิดจากการแผ่ขยายอำนาจการปกครองของลัทธิคอมมิวนิสต์จากภายนอกประเทศ ภัยดังกล่าวได้รุกคืบคุกคามประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศเช่นกัน

 

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงความสำคัญในการเปิดประเทศให้นานาอารยประเทศได้รู้จักและยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรงเห็นพ้องกับรัฐบาลว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกระชับสัมพันธไมตรีกับประเทศมหาอำนาจในทวีปยุโรปและอเมริกาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

 

        ดังนั้น ระหว่างพุทธศักราช ๒๕๐๒ - ๒๕๑๐ จึงเป็นช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงอุทิศทุ่มเทพระวรกายอย่างไม่ทรงเหน็ดเหนื่อย ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย อเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย ทั้งอย่างเป็นทางการและเป็นการส่วนพระองค์ โดยเฉพาะเมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๓ และ ๒๕๐๔ เป็นเวลาต่อเนื่องกันถึง ๗ เดือน

 

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเหตุผลและพระราชปณิธานในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ ดังพระราชดำรัส ความว่า

“...การไปต่างประเทศคราวนี้ ก็ไปเป็นทางราชการแผ่นดิน เป็นการทำตามหน้าที่ของข้าพเจ้าในฐานะเป็นประมุขของประเทศ

    เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ในสมัยนี้ ประเทศต่างๆ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ต้องพึ่งพาอาศัยกันอยู่เสมอ จะว่าชนทุกชาติเป็นญาติพี่น้องกันก็ว่าได้ จึงควรพยายามให้รู้จักนิสัยใจคอกัน ทั้งต้องผูกน้ำใจกันไว้ให้ดีด้วย

    การผูกน้ำใจกันไว้นั้น  ธรรมดาญาติพี่น้องก็ไปเยี่ยมเยียนถามทุกข์สุขซึ่งกันและกัน แต่สำหรับประเทศไทยนั้น ประชาชนนับแสนนับล้านจะไปเยี่ยมเยียนกันก็ยาก เขาจึงยกให้เป็นหน้าที่ของประมุขของประเทศในการเยี่ยมเยียนประเทศต่างๆ ข้าพเจ้าก็จะแสดงต่อประชาชนของประเทศเหล่านั้นว่าประชาชน

ชาวไทยมีมิตรจิตมิตรใจต่อเขา และข้าพเจ้าจะพยายามเต็มที่เพื่อให้ฝ่ายเขารู้จักเมืองไทยและเกิดมีน้ำใจที่ดีต่อชาวไทย ...”[1]

 

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ รวม ๓๒ ครั้งระหว่างพุทธศักราช ๒๕๐๒ - ๒๕๑๐ ทรงประสบความสำเร็จตามพระราชปณิธานอย่างดียิ่ง ได้ทรงบำเพ็ญประโยชน์ยิ่งใหญ่ต่อประเทศชาติ ทำให้บรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศราบรื่น ส่งผลให้เกิดความมั่นคงและเป็นที่ยอมรับยำเกรงจากต่างประเทศ พระราชจริยวัตร พระปรีชาสามารถด้านภาษาต่างประเทศ ทั้งภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน  ตลอดจนพระปรีชาสามารถด้านอื่นๆ  รวมทั้งพระราชปณิธาน และการที่ทรงรอบรู้ขนบธรรมเนียมของชาวตะวันตก ทำให้ประชาชนของทุกประเทศที่ทรงเยือนมีความชื่นชมและถวายพระเกียรติแด่ทั้งสองพระองค์
อย่างพิเศษหลายครั้งหลายครา อย่างที่บุคคลสำคัญของประเทศอื่นไม่เคยได้รับมาก่อน

 

        เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๐๔ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลในนามของประชาชน ในโอกาสเสด็จออกพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จออก ณ สีหบัญชรพระที่นั่งอนันตสมาคม ให้ประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ภายหลังจากเสด็จนิวัติประเทศไทย ความว่า


    “ราษฎรทั้งหลายย่อมทราบดีว่า การเสด็จนี้ไม่ใช่การท่องเที่ยวทัศนาจร ไม่ใช่เป็นความเกษมสำราญส่วนพระองค์ แต่เป็นการเสด็จโดยราชภาระที่จะทรงนำประเทศไทยไปสู่ความเข้าใจอันดีของโลก ที่จะกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ เพิ่มพูนศักดิ์ศรีของชาติ จึงนับว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททั้งสองพระองค์ได้ทรงรับพระราชภาระที่หนัก และก็มีการเสี่ยงอยู่มากเหมือนกัน เพราะการที่ประมุขแห่งรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหากษัตริย์เสด็จเดินทางไปต่างประเทศ และได้รับการต้อนรับทางราชการเป็นเกียรติอย่างสูงนั้น ไม่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในการสร้างความนิยมชมชอบได้เสมอไป จำต้องอาศัยพระปรีชา พระจริยาและพระปฏิภาณที่จะทรงใช้ให้เหมาะกาล  เหมาะสมัย  เรื่องนี้ประชาชนมีความภูมิใจเป็นพิเศษที่การเสด็จครั้งนี้ ราษฎรได้รับทราบแต่ข่าวดีมาทุกหนทุกแห่ง เป็นความปลาบปลื้มของอาณาประชาราษฎร์ที่เห็นพระมหากษัตริย์ของตนได้รับการชื่นชมสรรเสริญ  ตลอดจนชนต่างชาติได้มีความรู้ความเข้าใจอันดีในประเทศไทย  ยากที่จะหาวิธีการอื่นใดเผยแพร่ประเทศให้ได้ผลดีเหมือนการเสด็จครั้งนี้...”[2]

 

         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกระชับสัมพันธไมตรีกับประมุขและประชาชนของประเทศที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนได้อย่างสนิทแน่นแฟ้น พระราชจริยวัตรและพระบารมีทั้งนี้ เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ปกแผ่อำนวยประโยชน์แก่รัฐบาลและประชาชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ เพราะทำให้รัฐบาลตลอดจนเอกชนต่างประเทศ สนับสนุนร่วมมือกับประเทศไทยในด้านต่างๆ เป็นอย่างดีนับแต่นั้นมา

 

        ประมุขของต่างประเทศ หัวหน้ารัฐบาลและเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งภาครัฐ องค์การ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชน เดินทางมาเยือนไทยเป็นจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงต้อนรับพระราชอาคันตุกะซึ่งเป็นประมุขของประเทศต่างๆ ที่มาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการนับร้อยครั้ง  ทุกครั้งยังความประทับใจและปลื้มปีติแก่ผู้ที่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เฝ้าชมพระบารมี ชมพระราชกรณียกิจทางสื่อต่างๆ โดยทั่วกัน  ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างประเทศ

 

        ในโอกาสพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ระหว่างวันที่ ๘-๑๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ พระประมุข พระราชวงศ์ และผู้แทนพระองค์ จาก ๒๕ พระราชวงศ์ทั่วโลก ได้พร้อมใจกันเสด็จมาร่วมถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสพิเศษนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จออกทรงรับ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน และพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำถวายพระเกียรติแด่พระราชอาคันตุกะ ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน นับเป็นมหาสโมสรสันนิบาตของพระราชวงศ์ทั่วโลกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

 

        พระราชกรณียกิจอันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติต่างตอบแทน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ คือ การทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเอกอัครราชทูตไทยไปดำรงตำแหน่งในต่างประเทศ และการพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เอกอัครราชทูตต่างประเทศ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้มาประจำประเทศไทย ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายพระราชสาส์นหรืออักษรสาส์นตราตั้ง รวมทั้งพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เอกอัครราชทูตที่หมดวาระการดำรงตำแหน่งในประเทศไทยเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อกราบบังคมทูลลา

 

         นอกจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้บุคคลสำคัญชาวต่างประเทศที่สมควรได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในโอกาสที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการตามที่ขอพระราชทานมา  อนึ่ง ในกรณีที่เหมาะสม  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับเชิญเสด็จพระราชดำเนินไปในโอกาสพิเศษด้วย เช่น เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการประชุมนานาชาติ เป็นต้น

 

         ดังเช่นพลอากาศเอก สิทธิ เศวตศิลา ได้ให้สัมภาษณ์ เขียนไว้ในหนังสือสราญรมย์ ฉบับพิเศษ ๒๖สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๒ตอนหนึ่งว่า

        “เหตุผลสำคัญที่ทำให้บุคคลสำคัญจากต่างประเทศที่มาเยือนอย่างเป็นทางการ มีความประสงค์อันแรงกล้าที่จะเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั้น  สืบเนื่องมาจากการที่ทรงเป็นที่รู้จักและชื่นชมอย่างกว้างขวางในประชาคมระหว่างประเทศ ... พระปรีชาสามารถของพระองค์เป็นที่เลื่องลือกันทั่วไป  เพราะฉะนั้น บุคคลสำคัญต่างๆ จะถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และทุกคนจะมีความรู้สึกทำนองเดียวกัน คือ ประทับใจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”[3]

        พระราชจริยวัตรอันอ่อนโยน พระอัจฉริยภาพ และพระมหากรุณาธิคุณนานัปการส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจอันดีและความร่วมมือกันมากยิ่งขึ้น ตลอดจนความช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นพิเศษระหว่างประชาชนชาวไทยกับประชาชนของมิตรประเทศที่เข้ามาผูกสัมพันธ์
ความรู้คือประทีปส่องสว่าง
การให้แสงสว่างแก่ผู้อื่น ไม่มีวันทำให้แสงสว่างของตัวเองอับเฉาได้ มีแต่จักช่วยกันทำให้โลกนี้สว่างไสวมากขึ้น...เท่านั้น
----------------------------------------------------------

 


Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal