ผู้เขียน หัวข้อ: พระราชกรณียกิจ การพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  (อ่าน 1084 ครั้ง)

พฤศจิกายน 16, 2011, 01:43:21 pm
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1978
    • MSN Messenger - sawangpattaya@gmail.com
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
การพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

               จากสภาพปัญหาป่าไม้ของชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักและห่วงใยในปัญหาป่าไม้ที่เกิดขึ้นในประเทศยิ่งนัก เพราะการที่ป่าไม้ร่อยหลอลดลงไปทุกที มีผลต่อเกษตรกรซึ่งทำเกษตรกรรม ได้รับความเดือดร้อนต่อเนื่องเป็นวงจรถึงเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติ พระองค์จึงทรงคิดค้นนานาวิธี ที่จะฟื้นฟูสภาพป่าและอนุรักษ์ป่าไม้ให้ยืนยงคงอยู่ต่อไป โดยระยะแรกๆพระองค์ทรงนำพันธุ์ไม้ต่างๆ ทั่วประเทศมาปลูกในบริเวณที่ประทับสวนจิตรลดา ในลักษณะป่าไม้สาธิต เพื่อเป็นแบบอย่างและศึกษาธรรมชาติวิทยาของป่าไม้ด้วยพระองค์เองอย่างใกล้ชิดและลึกซึ้ง ต่อมามีพระราชดำริให้มีการปลูกต้นไม้ ๓ ชนิดที่แตกต่างกัน ได้แก่ ไม้ผล ไม้โตเร็ว และไม้เศรษฐกิจ เพื่อจะทำให้เกิดป่าไม้แบบผสมผสาน และสร้างความสมดุลย์แก่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน

               พระองค์ทรงเล็งเห็นความสำคัญของป่าไม้ ของทรัพยากรด้านนี้ เพื่อจะรักษาไว้ให้ยั่งยืนตอลดไปชั่วลูกชั่วหลานแล้วให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศที่เป็นประเทศเกษตรกรรมมีพระเนตรอันยาวไกล ถ้าพระองค์ไม่เข้ามาช่วยเหลือเกื้อกูลในการให้กรมป่าไม้ดูแลรักษาทรัพยากรด้านนี้ไว้แล้ว ก็คงจะมีปัญหาเกี่ยวกับการที่จะทำการเกษตรกรรมของประชากรคนไทยซึ่งอย่างน้อยเดี๋ยวนี้ก็ยังทำอยู่ ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็การทำอาชีพเกษตรกรรมนี่ พระองค์ทรงรับสั่งไว้ว่า อยากจะให้เกษตรแบบโบร่ำโบราณ เกษตรแบบยั่งยืน คือทำแล้วไม่ทำให้สภาพของดินเสีย สิ่งแวดล้อมเสีย สิ่งเหล่านี้แหละครับโครงการตามพระราชดำริต่างๆ จึงได้เกิดขึ้นมากมาย ปัจจุบันนี้เรายอมรับกันว่าพระองค์ท่านทรงพระเมตตากับกรมป่าไม้เป้นอย่างยิ่ง และพวกกรมป่าไม้ก็ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าไม่มีพระองค์ท่านทรงรับสั่งมาเรื่อยๆ ต่อไปนี้การฟื้นฟูป่าหรือการจะรักษาป่าเดิมที่มีอยู่ก็ขอให้เจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ระลึกอยู่เสมอว่าต้องทำอย่างธรรมชาติ ให้ทำแบบธรรมชาติ ให้ดูแล้วรู้สึกว่าเหมือนของที่เขาเกิดขึ้นมาเอง สภาพนิเวศสภาพแวดล้อมต่างๆ เดิมเป็นไม้อะไรอยู่ ก็ให้ปลูกไม้อย่างนั้นลงไป หรือว่ารักษาที่ตรงนั้นให้เกิดต้นไม้ขึ้นมาเอง ก็คงทำให้พื้นที่เหล่านั้นกลับฟื้นคืนสภาพได้ เพราะพระองค์ทรงทราบว่าประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่แล้วก็เป็นป่าที่เป็นป่าฝน มีปริมาณน้ำฝนต่อปีมาก มากพอที่จะให้เมล็ดไม้ที่ตกลงไป มีความชื้น พอที่จะงอกได้แล้วก็เจริญเติบโตได้ ถ้าเราป้องกันไฟ ป้องกันสัตว์เลี้ยง ป้องกันมนุษย์เข้าไปใช้สอยพื้นที่ตรงนั้น ก็จะทำให้ป่าเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ดีทรงแนะนำว่าในบางพื้นที่ถ้าจะปลูกจะสร้างป่าขึ้นมาใหม่ ก็ใช้ไม้ ๓ ชนิด คือ รับประทานใบ รับประทานดอก รับประทานผลได้ สองก็เอาไว้ใช้สอยได้ สามก็ทำเป็นเชื้อเพลิงได้ ๓ หลักไม้ ๓ อย่างนี้ พระองค์ทรงรับสั่งตลอดว่าขอให้ทำอย่างนี้ เพราะว่าประชาชนช่วยกันแล้วจะได้ใช้สอยประโยชน์ได้

               กรมป่าไม้เป็นหน่วยงานหลักที่สนองพระราชดำริในวิธีนานาประการที่จะเพิ่มปริมาณของป่าไม้ในประเทศไทยให้มากขึ้นอย่างมั่นคงและถาวร ตลอดจนส่งเสริมระบบวงจรป่าไม้ในลักษณะอันเป็นธรรมชาติดั้งเดิม และให้เข้ากับสภาพพื้นที่ภูมิประเทศด้วย ดังตัวอย่างที่ดำเนินการอยู่ตามศูนย์ศึกษาการพัฒนาต่างๆ อันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ นอกจากนั้นยังได้ดำเนินการสนองพระราชดำริในโครงการต่างๆ อีกมากมาย

               โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพรเจ้าอยู่หัว มีทั้งหมดถึง ๕๖ โครงการ และโครงการเหล่านี้ก็ทำบนภูเขาสูง พวกชาวเขา ชาวดอย เขาจะอยู่กันอย่างไรเมื่ออยู่แล้วไม่ถูกต้อง จะต้องแนะนำกันอย่างไร เช่น มีการปลูกพืชเสพติด ก็บอกอย่าปลูกเลย เอาพืชอื่นที่เป็นไม้ยืนต้น และได้ผลผลิตเลี้ยงตัวเองได้และไปประกันราคาและให้ข้อแนะนำที่ถูกต้องแก่เขา ก็จะทำให้เขาเปลี่ยนแนวความคิดปลูกสิ่งไม่เหมาะสมสำหรับโลก สำหรับบ้างเมือง ให้กลับมาปลูกสิ่งที่เป็นคุณเป็นประโยชน์กับสังคม ตรงนี้พระองค์ท่านได้ทรงมีพระเมตตามากสำหรับชาวที่สูงคือชาวไทยภูเขา

               สำหรับโครงการที่เรียกว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนา เป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติเหลือเกิน พระองค์ท่านทรงเล็งเห็นว่าส่วนราชการต่างๆ มักจะทำงานแยกกัน ก็เอาไปไว้รวมกันเป็นลักษณะของทุกกรมกองเข้าไปทำภารกิจของตัวและภารกิจนั้นก็ต้องนำมาเผยแพร่ให้ประชาชนได้นำมาใช้ประโยชน์ได้ กรมป่าไม้ได้มีการปลูกไม้ต่าง คือ ไม้ใช้ใบ ดอกผลทานได้ ใช้สอยได้ระยะสั้น ใช้ไม้ทำเชื้อเพลิงได้ แล้วก็จะเห็นว่าดินไม่ดีตรงนั้น เมื่อปลูกต้นไม้ไปแล้วจะกี่วันกี่เดือนกี่ปี ดินนั้นจะดีสามารถกลับฟื้นคืนมาสามารถทำการเกษตรกรรมได้ ถ้าใช้วิธีธรรมชาติให้มากที่สุด ซึ่งมีทั้งหมดไม่น้อยกว่า ๖ หรือ ๘ โครงการ ทางเหนือก็มีห้วยฮ่องไคร้ที่รู้จักกันมาก การสร้างกิจกรรมต่างๆ ขึ้นมาจนกระทั่งสภาพป่า ในบริเวณพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ฝนตกมากกว่าบริเวณรอบๆ อันนี้เป็นข้อเท็จจริง แล้วต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บริเวณนั้นจะถูกแผ้วถางทำลายบุกรุกไปมาก ก็ฟื้นฟูมาเองโดยใช้ระบบของน้ำไหลบนยอดเขาลงมาข้างล่าง น้ำทุดหยาดหยดมีคุณค่าหมด สภาพป่าเปลี่ยนจากป่าที่แล้งเป็นป่าค่อนข้างชื้น อันนี้เป็นโครงการที่เห็นชัดเจน และที่นั่นก็มีการเลี้ยงสัตว์ป่า การทำภารกิจอื่นที่กรมป่าไม้สามารถนำไปส่งเสริมให้ราษฎรนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ส่งเสริมการปลูกไม้บางชนิดที่ออกดอกตลอดปี เพื่อใช้ชาวบ้านเอาไปเลี้ยงผึ้ง กิจกรรมง่ายๆ ซึ่งชาวบ้านไม่ลำบากเลย หลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในโครงการนั้นประชาชนได้รับประโยชน์อย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการด้านเกษตรมากกว่าด้านป่าไม้ ทางด้านป่าไม้นั้นก็เฉพาะเป็นบางสิ่งบางอย่างที่คิดว่าจะทำเป็นอาชีพเสริมทางจังหวัดอื่นทางใต้ เช่น โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองดินส่วนใหญ่จะเป็นพรุดินจะมีความเปรี้ยวเพราะเป็นกรด ฉะนั้นจะทำอย่างไรถึงจะเอาต้นไม้บางอย่างไปปลูกถึงจะขึ้นได้ เพราะขึ้นได้สภาพดินก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเพราะสภาพการทับถมของซากพืชซากสัตว์ที่อยู่รอบๆ นั้น ก็จะทำให้ดินนำมาใช้ประโยชน์ในทางกสิกรรมได้

ความรู้คือประทีปส่องสว่าง
การให้แสงสว่างแก่ผู้อื่น ไม่มีวันทำให้แสงสว่างของตัวเองอับเฉาได้ มีแต่จักช่วยกันทำให้โลกนี้สว่างไสวมากขึ้น...เท่านั้น
----------------------------------------------------------

 


Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal