ผู้เขียน หัวข้อ: พระบรมราโชวาท ด้านการเมืองการปกครอง  (อ่าน 2103 ครั้ง)

พฤศจิกายน 16, 2011, 02:03:11 pm
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1978
    • MSN Messenger - sawangpattaya@gmail.com
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
พระราชดำรัส พระราชทานแก่ผู้พิพากษา ประจำสำนักงานศาลยุติธรรมเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฎิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ ท้องพระโรง ศาลาเริง วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบ คีรีขันธ์  วันศุกร์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ (ฉบับไม่เป็นทางการ)

            ความเข้มแข็งสำคัญมาก เพราะบ้านเมืองโยเฉพาะเวลานี้ อยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่าง่อนแง้น เพราะว่าไม่เข้มแข็งถ้าคนในชาติเข้มแข็ง ก็ไม่มีปัญหา เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประวัติมานาน และได้ปฏิบัติงานมาด้วยดี ด้วยความเรียบร้อยมาเป็นเวลาช้านาน เพราะว่าท่านปฏิญาณตนว่า จะรักษาความเข้มแข็งนี้ต่อไป ก็เชื่อได้ว่าประเทศจะรุ่งเรืองต่อไป

          การได้บอกว่าจะรักษาความดีอย่างที่ว่านี้ เป็นประกันว่า ประชาชนจะอยู่เย็นเป็นสุขที่มีผู้พิพากษา เพราะว่าจะต้องให้คดีต่างๆ ผ่านพ้นไปด้วยดี ในมวลชนก็จะต้องมีการปรองดอง ถ้าทุกคนตั้งอกตั้งใจ ที่จะพยายามรักษาความปรองดอง เชื่อว่าส่วนรวมจะอยู่ได้ ส่วนสำคัญของการปรองดอง และความเป็นอยู่ที่ดี ก็อยู่ที่ความยุติธรรม

         ความยุติธรรมนี้คือ การปฏิบัติอะไรที่ถูกต้องตามธรรม คือยุติธรรม ถ้าฟังดูก็ยุติในธรรม ยุติในความดีความชอบ ท่านก็รักษาความยุติธรรม ตามที่ได้ปฏิญาณตน เชื่อว่าความสุขความสงบก็จะเกิดขึ้น ถ้าผู้พิพากษาไม่รักษาความยุติธรรมเมื่อใดประเทศชาติคงวุ่นวาย

          ผู้พิพากษามีหน้าที่ที่จะรักษาความดี ความปรองดองกัน ถ้าใครมายุยงบอกว่าต้องเถียงกัน ต้องเข้าข้างกัน ก็ต้องเข้มแข็ง ต้องเข้มแข็งในงาน ยุติธรรม หมายความไม่เข้าข้าง ผู้พิพากษาจะต้องตัดสินในความดี หรือถ้าดีแล้วก็ตัดสินไป ท่านก็รู้ดี และได้ฝึกเพื่อรักษาความยุติธรรมนี้ ฉะนั้น ขอฝากความยุติธรรม

         ความเจริญของประเทศอยู่กับท่านทั้งหลาย เป็นงานที่ไม่ใช่ง่าย เพราะว่ามีอะไรต่อมิอะไรมาล่อ บางทีการล่อด้วยมิตร มีการล่อด้วยการยั่วยุ การล่อด้วยจะให้รางวัล รางวัลของท่านคือ ความยุติธรรม รู้ดีว่าหน้าที่ของประธานศาลนั้น ไม่ได้เป็นหน้าที่ที่จะมีเงินทอง นอกจากหน้าที่รักษาความยุติธรรม ความดี ความซื่อสัตย์ สุจริต ถ้าท่านทำได้ดีแล้ว ทุกสิ่งที่ท่านปฏิญาณก็เป็นผลดี เป็นผลทำให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข

พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฎิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันจันทร์ที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙  (ฉบับไม่เป็นทางการ)

            ขอบใจที่ท่านได้มาปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรี ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะว่า รัฐมนตรีมีหน้าที่ที่ต้องทำ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อย่างที่ท่านได้ปฎิญาณ เพราะว่า ถ้าไม่มีผู้ใหญ่ในประเทศ ที่ปฎิบัติงานด้วยความตั้งใจ และเมื่อตั้งใจแล้วขอให้รักษาความตั้งใจนี้ ด้วยการปฏิบัติอย่างซื่อสัตย์สุจริต และอย่างแน่นอน แน่วแน่ ซึ่งก็เข้าใจว่าท่าน ได้รับเลือกเฟ้นเป็นผู้ที่สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่

           หน้าที่นั้นไม่ได้หมายความว่า จะต้องทำด้วยความตั้งใจที่จะได้ผลสำเร็จคือ ผลสำเร็จ ไม่ได้หมายความว่า จะให้มีผลในทางวัตถุ แต่จะต้อง วัตถุก็ต้องทำให้ดี เพราะว่าแต่ละกระทรวงก็ต้องทำและโดยเฉพาะเดี๋ยวนี้ประเทศก็กำลังผ่านวิกฤติการณ์ ไม่ใช่เฉพาะในทางที่ท่าน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่ต้องทำด้วยความสามารถ เพราะว่าประเทศชาติกำลังผ่านระยะที่วิกฤติ ทั้งในด้านสถานการณ์ ที่จะต้องใช้ความสามารถ ในทางที่จะให้ประเทศรุ่งเรืองได้

            แต่แม้แต่ธรรมชาติ ก็อันตรายอยู่ เพราะว่า ก็อย่างที่ท่านทราบ ฝนลงมาไม่ปกติ ฝนลงมาและไม่ได้สะสมเอาไว้ ตามธรรมดาฝนลงมาจะเป็นของดีแต่ตอนนี้ฝนลงมา มาท่วมบ้านเมือง เมื่อท่วมบ้านเมือง ไม่ได้รักษาบ้านเมืองมานาน ก็ทำให้ท่วมบ้านช่องของประชาชน และในการ ถ้าฝน ถ้าน้ำท่วมบ้านช่องของประชาชน ประชาชนถึงเดือดร้อน

          การที่ฝนและน้ำมาท่วมบ้านช่องของราษฎร ถ้าทุกคนช่วยกันให้น้ำนั้นไม่ทำอันตราย ก็ไม่เป็นไรแต่น้ำเดี๋ยวนี้ทำอันตราย ทำให้ประชาชน ไม่สามารถที่จะอยู่ได้ จะต้องพยายามช่วยให้ประชาชน ไม่เดือนร้อนจากน้ำท่วม อย่างน้ำท่วมนี้ ไม่น่าจะเป็นร้ายแรง เพราะว่าถ้านับดูจำนวนน้ำ ที่ลงมาจากฟ้า ก็ไม่ได้มากกว่าที่เคย แต่ทำไมลงมาทำให้เสียหาย เพราะว่าน้ำลงมา ไม่สามารถที่จะกั้นเอาไว้ ไม่สามารถที่จะป้องกัน ไม่ให้น้ำนั้นมาทำลายประเทศชาติ

          ท่านลองไปดูจำนวนน้ำที่ลงมา แล้วก็เปรียบเทียบกับปีอื่นๆไม่ได้มาก แต่ว่าลงมาไม่ได้กั้นเอาไว้ แล้วลงมาไม่ได้ป้องกันให้ลงมา ผิดธรรมชาติ เดี๋ยวนี้ลงมาผิดธรรมชาติ พรวดพราดลงมา แล้วก็อย่างที่เคยเห็น ลงมาพยายามที่จะป้องกัน ก็ทำคันกั้นน้ำ ทำคันกั้นน้ำ น้ำก็ขึ้น น้ำก็เอ่อ เมื่อน้ำเอ่อขึ้นมามาก น้ำก็ล้น และน้ำก็ทะลุใต้ที่กั้น

         ในเวลาอันสั้นนี้ นายกฯ ได้ไปดู แล้วก็คงเข้าใจ ทำไมน้ำมันเอ่อขึ้นมาแล้ว เมื่อน้ำเอ่อแล้ว น้ำหนักของน้ำนั้น ทำให้ทะลุทะลวงข้างใต้ขึ้นมา ก็เข้าไปท่วมถนน ท่วมบ้านช่อง และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว แก้อะไรยาก แต่เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะต้อง ผู้ที่มีความรู้ทางวิชาการ ก็จะต้องพยายามป้องกันอะไรที่เสียหายไปแล้ว ก็เสียหายไป แต่ว่าจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดเสียหายในด้านป้องกันเสียหาย ก็ต้องพยายาม ที่จะมีวิธีการต่าง ๆ

        นายกฯ เขาก็คงเดือดร้อน เพราะว่าต้อง ทั้งนายกฯ ทั้งรองนายกฯ จะต้องจ่ายเงินสำหรับ ไม่ให้เกิดเรื่องเดือดร้อนกับประชาชนต่อไป แต่อย่างไร พึ่งทำ พึ่งมารับหน้าที่ก็ลำบาก แต่เข้าใจว่าท่านเข้าใจแล้วก็ขอให้ช่วยให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุด แล้วนอกจากนั้น เวลานี้ทั้งบ้านเมืองได้รับความเดือดร้อน นอกจากน้ำท่วม ก็มีอย่าอื่น มีคนเขาพูดมากโดยเฉพาะไม่ใช่คนไทย คนต่างประเทศพูดว่า ประเทศไทยไม่ดี ก็จะต้องพยายามที่จะแก้ไข

         ถ้าไม่แก้ไขประเทศก็เสียชื่อ แล้วก็เมื่อเสียชื่อแล้ว ก็เสียหายในเรื่องที่จะประเทศชาติจะอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าเขาว่าคนไทยไม่ดี ก็ทำให้คนไทย ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ปกครอง แต่ทุกคนก็กลายเป็น เป็นคนไม่ดี ดังนั้นก็ต้องพยายามที่จะแก้ไข อะไรที่ไม่ดีให้มันดีขึ้น ซึ่งเป็นงานที่ยาก หนักก็ขอให้ท่านได้มีกำลังใจปฏิบัติงาน เพื่อให้ผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ ก็ขอให้ท่านสามารถที่จะทำ ขอให้ท่านมีกำลังใจที่จะทำ และมีเวลาน้อย แต่ว่า เชื่อว่าท่านทำได้ เพราะท่านก็มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ ก็ขอให้ท่านได้ผ่านพ้นอุปสรรค

         และก็ขอขอบใจที่ท่านรับหน้าที่อันหนักนี้ และขอให้ทำด้วยความเข้มแข็ง ขอให้ท่านมีความสำเร็จในงานการที่ได้รับทำ เพื่อให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตการณ์ และมีความเจริญ มีความสำเร็จในการปฏิบัติ ขอให้ท่านมีความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ และมีร่างกายเข้มแข็ง แข็งแรง ไม่มีอะไรที่มาขัดขวางเลย ขอให้ได้รับความสำเร็จทุกประการ


พระราชทานแก่นายอุทัย  พิมพ์ใจชน  ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ณ ศาลาดุสิตาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ วันเสาร์ที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๐

            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท ความว่า 

การที่ท่านได้อาสา และท่านเป็นผู้ที่เป็นกลาง หมายถึงไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใดๆ ก็เชื่อว่าท่าน จะมีความสามารถ ที่จะร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ได้อย่างดี การร่างรัฐธรรมนูญนี้ เป็นงานที่ไม่ใช่ง่าย แต่ไม่ใช่ยาก สำคัญอยู่ที่แต่ละท่านจะต้องได้ศึกษาว่า ในโลกนี้มีรัฐธรรมนูญหลากหลาย ซึ่งบางฉบับก็สั้น บางฉบับก็ยาว เป็นเหมือนหนังสือเป็นปึกใหญ่ ก็ปัญหาอยู่ที่ว่า ท่านจะตัดสินที่จะร่างรัฐธรรมนูญยาวหรือสั้น แต่เข้าใจว่าถ้ามีข้อความมากเกินไป จะลำบากในการที่จะสร้างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสม เพราะว่าเหมือนว่าตายตัว

         ความจริงรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายที่เป็นแม่บท หรือเป็นกฏหมายที่วางระเบียบกว้างๆ สำหรับที่จะปกครองประเทศ นอกจากนั้นก็ควรจะมี การร่างกฎหมายที่เขาเรียกกันว่า กฎหมายลูก ง่ายกว่าที่จะเอากฎหมาย ทั้งแม่ทั้งลูก อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน เพราะว่าการแก้ไขจะลำบาก ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ควรจะลำบากเกินไป เพราะว่าโลกก็เจริญวิวัฒนาการไปข้อสำคัญอย่างหนึ่งของรัฐธรรมนูญก็คือ จะต้องคล่องตัว

        นอกจากนี้มีสิ่งที่สำคัญก็คือ จะต้องให้สามารถที่จะร่างกฏหมายที่สอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญนี้โดยง่าย และไม่มีปัญหากำกวม และลงในกฎหมายที่ไม่เยิ่นเย้อ ฉะนั้น แต่ละท่านที่มีความรู้ ก็จะต้องช่วยกันสรรหาคำที่เหมาะสม คราวนี้ที่ท่านมีอยู่ ๙๘ คน ตามหลักควรจะมี ๙๙ แต่เดี๋ยวนี้ท่านมีความรู้ ๙๘ คน ก็จะต้องพยายามที่จะพูดกัน เพื่อที่จะเลือกสรรคำเหล่านี้ให้เหมาะสม มิใช่ที่จะให้ตกลงกันง่ายเกิน แต่ไม่ใช่ให้ตกลงยากเกินไป เพราะว่าท่านมีเวลาจำกัด ที่พูดวันนี้เป็นการพูดแบคร่าวๆ และโดยรวม แต่เข้าใจว่าท่านทั้งหลาย จะมีความสามารถ และมีความตั้งอกตั้งใจอย่างแน่วแน่และสามารถที่ปรองดองกัน หาคำที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญนี้ด้วยดี ทั้งนี้ ก็ขอให้ท่านพร้อมด้วย กำลังกานกำลังปัญญา ที่จะปฎิบัติในงานนี้เป็นผลสำเร็จ ขอให้ทุกๆ ท่านจงประสบแต่ความเจริญ และความสำเร็จในการนี้

พระราชทานแก่ พลเอกสุจินดา คราประยูร และพลตรีจำลอง ศรีเมือง วันพุธที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

         คงเป็นที่แปลกใจ ทำไมถึงเชิญให้ท่านมาพบกันอย่างนี้ เพราะว่าทุกคนก็ทราบว่าเหตุการณ์มีความยุ่งเยิงอย่างไร และทำให้ประเทศชาติล่มจมได้แต่ที่อาจจะแปลกใจก็อาจมีว่า ทำไมเชิญพลเอกสุจิดา คราประยูร และ พลตรีจำลอง ศรีเมือง เพราะว่า อาจมีผู้แสดงเป็นตัว ละครมากกว่านี้ แต่ว่าที่เชิญมาเพราะว่า ตั้งแต่แรกที่มีเหตุการณ์ สองท่านเป็นผู้เผชิญหน้ากันแล้วก็ในที่สุด เป็นการต่อสู้ หรือการเผชิญหน้ากว้างขวางขึ้น ถึงได้เชิญ ๒ ท่านมา

        การเผชิญหน้าตอนแรก ก็จะเห็นจุดประสงค์ของทั้ง ๒ ฝ่ายได้ชัดเจนพอสมควร แต่ต่อมาภายหลัง ๑๐ กว่าวัน ก็เห็นแล้วว่า กาเผชิญหน้านั้น เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างมาก จนกระทั่งออกมาอย่างไรก็ตาม เสียทั้งนั้น เพราะว่า ทำให้มีความเสียหาย ในทางชีวิต เลือดเนื้อของคนจำนวนมากพอสมควร แล้วก็ทำความเสียหายทางวัตถุ ซึ่งเป็นของส่วนราชการ และส่วนบุคคลเป็นมูลค่ามากมาย นอกจากนี้ก็มีความเสียหายในทางจิตใจ และในทางเศรษฐกิจของประเทศชาติ อย่างที่จะนับพรรณาไม่ได้ ฉะนั้นการที่จะเป็นไปอย่างนี้ต่อไป จะเป็นเหตุผลหรือต้นตออย่างไรก็ช่าง เพราะเดี๋ยวนี้เหตุผลเปลี่ยนไป ถ้าหากว่าเผชิญหน้ากันแบบนี้ต่อไป เมืองไทยมีแต่ล่มจมลงไป แล้วก็จะทำให้ประเทศไทย ที่เราสร้างเสริมขึ้นมาอย่างดี เป็นเวลานาน จะกลายเป็นประเทศที่ไม่มีความหมาย หรือมีความหมายในทางลบเป็นอย่างมาก ซึ่งก็เริ่มปรากฏผลแล้ว ฉะนั้นจะต้องแก้ไข โดยดูว่ามีข้อขัดแย้งอย่างไร แล้วก็พยายามที่จะแก้ไขตามลำดับ เพราะว่าปัญหา ที่มีอยู่ทุกวันนี้ สองสามวันนี้มันเปลี่ยนไป ปัญหาไม่ใช่เรื่องของการเรียกว่าการเมือง หรือเรียกว่าของการดำรงค์ตำแหน่ง เป็นปัญหาของการสึกหรอของประเทศชาติ ฉะนั้นจะต้องช่วยกันแก้ไข

         มีผู้ที่ส่งข้อแนะนำ ในการแก้ไขสถานการณ์มาหลายฉบับ หลายคนจำนวนเป็นร้อย แล้วก็ทั้งเมืองไทย ทั้งต่างประเทศที่ส่งมา ที่เขาส่งมาการแก้ไข หรือข้อแนะนำว่า เราควรจะทำอะไรก็มี ก็มีต่างๆ นานา ตั้งแต่ตอนแรกบอกว่าแก้ไขวิธียุบสภา ซึ่งก็ได้หารือกับทางทุกฝ่ายที่เป็นสภา หมายความว่า พรรคการเมืองทั้งหมด ๑๑ พรรคนี้ คำตอบมีว่าไม่ควรยุบสภา มี ๑ รายที่บอกว่าควรยุบสภา ฉะนั้นการที่จะแก้ไข แบบที่เขาเสนอมานั้น ก็เป็นอันว่าตกไป นอกจากนั้นก็มีเป็นฎีกา และแนะนำวิธีต่างๆ กัน ซึ่งได้พยายามเสนอไปตามปกติ คือเวลามีฎีกาขึ้นมา ก็ส่งไปให้ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หรือสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขตามแบบนั้น ตกลงมีแบบยุบสภา และมีอีกแบบหนึ่ง ก็เป็นแบบแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้ตามประสงค์ที่ต้องการ หมายความว่าประสงค์เดิมที่เกิดเผชิญหน้ากัน

        ความจริงวิธีนี้ถ้าจำได้ เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔ ก็ได้พูดต่อสมาคม ที่มาพบจำนวนหลายพันคน แล้วก็ดูกันว่าพอฟังกัน ฟังกันโดยดี เพราะเหตุผลที่มีอยู่ในนั้น ดูจะแก้ปัญหาได้พอควร ตอนนี้ก็พอย้ำว่าทำไมพูดอย่างนั้น ว่าจะแก้ก่อนออกก็ได้ หรือออกก่อนแก้ก็ได้ อันนั้นทุกคนก็ทราบดีว่าเรื่องอะไร ก็เป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งครั้งนั้น การแก้รัฐธรรมนูญก็ได้ทำมาตลอด มากกว่าฉบับเดิมที่ตั้งเอาไว้ได้แก้ไข แล้วก็ก่อนที่ไปพูดที่ศาลาดุสิดาลัย ก็ได้พบพลเอกสุจินดา ก็ขออนุญาตเล่าให้ฟังว่า พลเอกสุจินดาแล้ว พลเอกสุจินดาก็เห็นด้วยว่า ควรจะประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และแก้ไขต่อไปได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ และตอนหลังนี้ พลเอกสุจินดาก็ได้ยืนยันว่า แก้ไขได้ก็ค่อยๆ แก้เข้าระเบียบให้เป็นที่เรียกว่า ประชาธิปไตยอันนี้ก็ได้พูดมาตั้งหลายเดือนแล้ว ในวิธีการที่จะแก้ไข แล้วข้อสำคัญ ที่ทำไมอยากให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แม้จะถือว่ารัฐธรรมนูญนั้นยังไม่ครบถ้วน ก็เพราะเหตุว่ารัฐธรรมนูญ มีคุณภาพพอใช้ได้ ดีกว่าธรรมนูญการปกครองชั่วคราว ที่ใช้มาเกือบปี เพราะเหตุว่ามีบางข้อบางมาตรา ซึ่งเป็นอันตรายแล้ว ก็ครบถ้วนในการที่จะ ปกครองประเทศ ฉะนั้นก็นึกว่าเป็นการกลับไปดูปัญหาเดิม ไม่ใช่ปัญหาของวันนี้

         ปัญหาของวันนี้ ไม่ใช่ปัญหาของการบัญญัติ หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกวันนี้คือความปลอดภัย ขวญดีของประชาชน ซึ่งเดี๋ยวนี้ประชาชนทั่วไปทุกแห่งทุกหน มีความหวาดระแวงว่าจะเกิดอันตราย มีความหวาดระแวงว่าประเทศชาติจะล่มจม โดยที่จะแก้ไขลำบาก ตามข่าวที่ได้รับทราบมาจากต่างประเทศ เพราะเหตุว่าในขณะนี้ ทั้งลูกชายทั้งลูกสาวก็อยู่ต่างประเทศทั้งสองก็ทราบดี แล้วก็ได้พยายามที่จะแจ้งให้กับ คนที่อยู่ในประเทศเหล่านั้นว่า ประเทศไทยยังแก้สถานการณ์ได้ แต่รู้สึกว่าจะเป็นความคิด ที่เป็นความคิดแบบหวังสูงไปหน่อย ถ้าหากว่าเราไม่ทำให้สถานการณ์อย่าง ๓ วันที่ผ่านมานี้สิ้นสุดไปได้ ฉะนั้นก็ขอให้โดยเฉพาะสองท่าน คือพลเอกสุจินดา และพลตรีจำลองช่วยกันคิด คือหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากัน เพราะว่าเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่เป็นประเทศของหนึ่งคนสองคน เป็นประเทศของทุกคน เข้าหากันไม่เผชิญหน้ากันแก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ ที่เวลาเกิดจะใช้คำว่า บ้าเลือด เวลาคนมีการปฎิบัติรุนแรงมันลืมตัว ลงท้ายเขาไม่รู้ว่าดีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะแล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชน เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่า เฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหายไป ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมดแล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง

            ฉะนั้นจึงขอให้ทั้งสองท่านเข้ามา คือไม่เผชิญหน้ากัน แต่หันหน้าเข้าหากันและสองท่าน เท่ากับเป็นผู้แทนฝ่ายต่างๆ ที่เผชิญหน้ากัน ให้ช่วยกันแก้ปัญหาปัจจุบันนี้ คือความรุนแรงที่เกิดขึ้น แล้วก็เมื่อเยียวยาปัญหานี้ได้แล้ว จะมาพูดกัน ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรสำหรับให้ประเทศไทย ได้มีการสร้างพัฒนาขึ้นมาได้ กลับคืนมาได้ด้วยดีอันนี้ก็เป็นเหตุผลที่เรียกท่านทั้งสองมา และก็เชื่อว่าทั้งสองท่านก็เข้าใจว่า จะเป็นผู้ที่ได้สร้างประเทศจากซากปรักหักพัง แล้วก็จะได้ผลในส่วนตัวมากกว่าได้ทำดี แก้ไขอย่างไรก็แล้วแต่ที่จะปรึกษากัน ก็มีข้อสังเกตุดังนี้

          ท่านประธานองคมนตรี ท่านองคมนตรีเปรม ก็เป็นผู้ใหญ่ ผู้พร้อมที่จะให้คำปรึกษาหารือกัน ด้วยความเป็นกลาง ด้วยความรักชาติ เพื่อสร้างสรรค์ประเทศ ให้เข้าสู่ความปลอดภัยในเร็ววัน ขอฝากให้ช่วยกันสร้างชาติ
ความรู้คือประทีปส่องสว่าง
การให้แสงสว่างแก่ผู้อื่น ไม่มีวันทำให้แสงสว่างของตัวเองอับเฉาได้ มีแต่จักช่วยกันทำให้โลกนี้สว่างไสวมากขึ้น...เท่านั้น
----------------------------------------------------------

 


Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal